“MSF”แฉ”โรฮีนจา”ถูกฆ่า ในวิกฤตยะไข่กว่า6,700คน

“MSF”แฉ”โรฮีนจา”ถูกฆ่า ในวิกฤตยะไข่กว่า6,700คน
ชาวโรอีนจาอย่างน้อย 6,700 คนถูกสังหาร ในช่วงเดือนแรกของปฏิบัติการกวาดล้างของกองทัพเมียนมา ด้านสภาเทศบาลกรุงดับลิน ลงมติด้วยเสียงท่วมท้น ให้ริบคืนรางวัลเสรีภาพที่มอบให้ ออง ซาน ซูจี จากปัญหาการจัดการโรฮีนจา

     สำนักข่าวเอเอฟพีและเอพีรายงานจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ว่า นับเป็นตัวเลขการเสียชีวิตที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการประเมิน จากความรุนแรงในรัฐยะไข่ ทางภาคตะวันตกสุดของเมียนมา ที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 25 ส.ค. และทำให้เกิดวิกฤติผู้ลี้ภัยครั้งใหญ่ ชาวโรฮีนจากว่า 620,000 คน หลบหนีข้ามแดนเข้าสู่บังกลาเทศ ในช่วงเวลา 3 เดือน
    องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และรัฐบาลสหรัฐ อธิบายปฏิบัติการของกองทัพเมียนมาว่า เป็นการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิม แต่ไม่ระบุจำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่ชัด
 

 
    กลุ่มแพทย์ไร้พรมแดน หรือที่รู้จักกันตามชื่อย่อในภาษาฝรั่งเศสว่า MSF กล่าวในแถลงการณ์เผยแพร่ในวันพฤหัสบดีว่า จากการประเมินอย่างระมัดระวังที่สุด ชาวโรฮีนจาเสียชีวิตในรัฐยะไข่อย่างน้อย 9,000 คน ระหว่างวันที่ 25 ส.ค. ถึง 24 ก.ย. โดยอย่างน้อย 6,700 คนในจำนวนดังกล่าวถูกฆ่า รวมถึงเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบอย่างน้อย 730 คน ซึ่งในส่วนนี้เด็กกว่าร้อยละ 59 มีบาดแผลถูกยิงด้วยปืน ร้อยละ 15 เสียชีวิตในบ้านที่ถูกวางเพลิงเผา ร้อยละ 7 ถูกทุบตีจนเสียชีวิต และร้อยละ 2 เสียชีวิตจากกับระเบิด
    การค้นพบของเอ็มเอสเอฟได้จากการสำรวจ 6 รายการ จากประชาชนกว่า 11,426 คน ในค่ายผู้ลี้ภัยหลายแห่งในบังกลาเทศ ครอบคลุมระยะเวลา 1 เดือนนับตั้งแต่ความรุนแรงปะทุขึ้น

    ทางด้านรายงานของเอเอฟพีจากกรุงลอนดอน อังกฤษ ในวันเดียวกัน ระบุว่า ที่ประชุมเทศมนตรีกรุงดับลิน สาธารณรัฐไอร์แลนด์ ลงมติเมื่อวันพุธ ให้ริบคืนรางวัล เสรีภาพแห่งกรุงดับลิน (Freedom of the City of Dublin) ที่มอบให้นางออง ซาน ซูจี ผู้นำเมียนมา เมื่อเดือน มิ.ย. 2555 เพื่อประท้วงการจัดการของเธอ ในความรุนแรงต่อชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ โดยเทศมนตรียกมือสนับสนุนการริบรางวัล 59 คน คัดค้าน 2 คน และงดออกเสียง 1 คน
    ซีแรน เพอร์รี เทศมนตรีกรุงดับลิน กล่าวว่า การกดขี่รายวันต่อประชาชนชาวโรฮีนจา ไม่อาจปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไปได้ และหากการริบคืนรางวัลอันทรงเกียรตินี้จะช่วยกดดันรัฐบาลเมียนมา ให้เคารพพลเมืองร่วมชาติ ก็จะเป็นสิ่งที่น่ายินดี.

ขอบคุณข้อมูล จาก เดลินิวส์